ทะเบียนคุมชิ้นงาน
ทะเบียนคุมชิ้นงาน
https://drive.google.com/file/d/1yG2niWuYeM2-kwvqApIOYz08TtuBKMqT/view?usp=drivesdk
การประเมินพอร์ตฟอร์ลิโอ
ทำรายงานการฝึกปฏิบัติการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของผู้เรียนระดับปฐมวัย
https://drive.google.com/file/d/1QEkba3HKjvZ7blhskyNQY49XnhXXUyRw/view?usp=drivesdk
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / มาตราส่วนประมาณค่า / แบบสำรวจรายการ(Checklists)
การใช้แบบสำรวจรายการ (Checklists) เป็นวิธีการประเมินพัฒนาการเด็กที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กได้อย่างชัดเจน โดยครูต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินก่อนว่า ต้องการประเมินพัฒนาการด้านใด จากนั้นจึงสร้างแบบประเมินโดยอ้างอิงตามพัฒนาการของเด็กเป็นหลัก การใช้แบบสำรวจรายการจะได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้ควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ
- ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว- ยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล
- สามารถทำอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเสร็จทันที- ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกบุคลากร- สามารถติดตามความก้าวหน้า -พัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
- ประเมินได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัด- ต้องทบทวน สะท้อนความคิด- วิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง- ไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่ซับซ้อนได้
การเก็บข้อมูลของเด็กที่เป็นกรณีศึกษาโดยใช้ ‘‘แบบประเมินพัฒนาการ"
https://drive.google.com/file/d/1XtvZ_HYXgRQQXIMC0Lap7r26lOKECrWq/view?usp=drivesdk
เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ครูเข้าใจพัฒนาการ ความสามารถ ความสนใจ และความต้องการของเด็กแต่ละคน เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย การประเมินควรใช้วิธีที่หลากหลายและสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก โดยเน้นการเก็บข้อมูลจากสถานการณ์จริงในชีวิตประจำวัน โดยเทคนิคที่นิยมใช้ได้แก่
1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก(Observation) การสัมภาษณ์เป็นวิธีการประเมินที่เปิดโอกาสให้ครูได้สอบถามหรือสนทนากับเด็กอย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยมีการบันทึกข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์จะช่วยสะท้อนความรู้สึก ความคิด ทัศนคติ และการรับรู้ของเด็ก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยการสังเกตพฤติกรรมเด็กเป็นวิธีการประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย ครูทำหน้าที่เฝ้าดูพฤติกรรม การแสดงออก และการมีปฏิสัมพันธ์ของเด็กในขณะทำกิจกรรมหรือเล่นตามธรรมชาติ โดยบันทึกข้อมูลจากสิ่งที่เห็นและได้ยินอย่างเป็นกลาง เพื่อใช้ในการประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
หลักทั่วไปในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
1. กำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการสังเกต
2. เตรียมตัว เตรียมเครื่องมือ แบบสังเกต
3. ควรสังเกตครั้งละ 1 คน โดยสังเกตและพักสลับช่วงเวลา
4. จดพฤติกรรมที่ตามองเห็นเท่านั้นถ้าต้องการแปล ตีความ ควรแยกเอาไว้
การตั้งจุดมุ่งหมายในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
1. เพื่อประเมินความสามารถของเด็กค้นหาว่าเด็กมีความสามารถด้านใดและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน
2. เพื่อวางแผนส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละคนจากข้อมูลที่ได้
3. เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
4. เพื่อศึกษาพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่ง
ให้ละเอียดมากขึ้น
5. เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา
6. เพื่อใช้เป็นข้อมูลรายงานผู้ปกครอง ผู้เกี่ยวข้อง
7. เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลใส่แฟ้มประวัติสำหรับแนะแนว ส่งต่อให้ชั้นเรียนที่สูงขึ้น
วิธีการสังเกตพฤติกรรมเด็ก การสังเกตอย่างมีระบบ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทโดยใช้เกณฑ์ คือ
1. เกณฑ์ระบบ คือ การสังเกตแบบธรรมชาติและ การสังเกตแบบมีโครงสร้าง
2. เกณฑ์บุคคล คือ การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมอยู่ในหมู่เด็ก
ข้อดีของการสังเกต
1. เด็กไม่ต้องใช้ความสามารถด้านอ่าน-เขียน
2. เด็กอยู่ในสภาพธรรมชาติ
3. กิจกรรมประจำวันดำเนินตามปกติ
4. ทำให้ครูได้ข้อมูลโดยตรง
5. วิธีการเหมาะสม เป็นที่ยอมรับ
ข้อจำกัดของการสังเกต
1. ไม่สามารถวัดความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในต้องสังเกตหลายครั้ง จึงจะเข้าใจเด็กได้
2. ประสบการณ์ของผู้สังเกต การตั้งจุดประสงค์ในการสังเกต การตีความหมายพฤติกรรม
3. ระยะเวลาและจ านวนครั้งในการสังเกต
4. ทำได้ยากขณะที่ครูมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก
การสัมภาษณ์(Interview) สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบไม่มีโครงสร้าง
ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบไม่มีโครงสร้าง
3. การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง
หลักทั่วไปในการสัมภาษณ์
1. กำหนดจุดมุ่งหมาย วางแผนการสัมภาษณ์เรื่องอะไร? สัมภาษณ์ใคร? ต้องการทราบพัฒนาการด้านใด?
2. เตรียมตัว-เครื่องมือ-รูปแบบคำถาม-สถานที่
3. ในขั้นสัมภาษณ์ เป็นผู้ฟังที่ดี
4. ยุติการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม
ข้อจำกัด / ข้อควรระวังของการสัมภาษณ์
1. ใช้คำถามตรงจุดมุ่งหมาย ไม่ยากเกินไป
2. ให้เวลาในการตอบคำถามเพียงพอ
3. การสร้างความไว้วางใจ คุ้นเคยใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยเด็ก
4. การตีความ-วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ ต้องใช้ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการประเมินแบบอื่นๆ
3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes) การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็กเป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือพฤติกรรมสำคัญของเด็กในรูปแบบเรื่องสั้น จากการสังเกตพฤติกรรมจริงของเด็ก เหตุการณ์ที่บันทึกควรเป็นเหตุการณ์ที่มีความหมายและสะท้อนพัฒนาการของเด็ก เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินและติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง
การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก
▪ ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียนเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง
▪ พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น
▪ มีความเข้าใจ เห็นภาพพจน์เด็กที่ตนสอนมากขึ้น
ตัวอย่างการเขียนบันทึกที่เกี่ยวกับตัวเด็ก
การประเมิน สรุป และให้ข้อเสนอแนะ บันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก บันทึกคำพูด
1. ความจำกัดทางด้านจำนวนคำศัพท์ การออกเสียงต่างๆปัญหาในการออกเสียง การเสนอแนวทางแก้ไข
2. ความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้พบเห็น
3. การบรรยายความรู้สึกที่มีต่อสิ่งต่างๆ และบุคคลต่างๆ เช่น ความรู้สึก รัก ชอบ โกรธ เกลียดภาคภูมิใจ
4. ความรู้ ความเข้าใจ ความสนใจ และ ความประทับใจ
ในบทเรียนหรือเรื่องราวต่างๆ
4. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / มาตราส่วนประมาณค่า / แบบสำรวจรายการ(Checklists)การใช้แบบสำรวจรายการ (Checklists) เป็นวิธีการประเมินพัฒนาการเด็กที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กได้อย่างชัดเจน โดยครูต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินก่อนว่า ต้องการประเมินพัฒนาการด้านใด จากนั้นจึงสร้างแบบประเมินโดยอ้างอิงตามพัฒนาการของเด็กเป็นหลัก การใช้แบบสำรวจรายการจะได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้ควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ
- ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว- ยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล - สามารถทำอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเสร็จทันที- ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกบุคลากร- สามารถติดตามความก้าวหน้า -พัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
- ประเมินได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัด- ต้องทบทวน สะท้อนความคิด- วิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง- ไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่ซับซ้อนได้
5. การเขียนบันทึก(Journal) เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน โดยอาจเน้นบันทึกเฉพาะเด็กที่ศึกษาเป็นรายบุคคลหรือกิจกรรมในศูนย์การเรียนรู้ใดศูนย์การเรียนรู้หนึ่ง ผู้บันทึกสามารถเขียนความรู้สึก ความคิดเห็น และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นั้น ๆ เพื่อใช้สะท้อนความคิด วิเคราะห์เหตุการณ์ และทบทวนการกระทำของตนเอง อันนำไปสู่การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
การเขียนบันทึกของครู การเขียนบันทึกของครูเป็นกระบวนการสะท้อนกลับข้อมูลจากการจัดการเรียนการสอน โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์และทบทวนการปฏิบัติงานของตนเอง ซึ่งมีประสิทธิผลมากกว่าการเขียนบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว ครูสามารถเริ่มต้นการเขียนบันทึกโดยพิจารณาว่าในแต่ละวันมีเหตุการณ์หรือประเด็นสำคัญใดบ้าง แล้วจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
ประเด็นในการสะท้อนตนเอง ได้แก่ ความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจต่อการสอนในครั้งนั้น สิ่งที่ดำเนินการได้ดีและสิ่งที่ควรปรับปรุงพร้อมแนวทางแก้ไข รวมถึงการพิจารณาว่าการสอนที่เกิดขึ้นแตกต่างจากแผนที่วางไว้หรือไม่ และมีสาเหตุใด นอกจากนี้ควรสะท้อนว่าเด็กได้รับหรือไม่ได้รับประสบการณ์ตามที่ครูตั้งใจจัดให้ โดยระบุเหตุผลหรือข้อมูลสนับสนุนข้อสรุปดังกล่าว
ข้อดีของการเขียนบันทึก
- ช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิดและวิเคราะห์การสอนของตน
- ช่วยให้ครูทราบและรับรู้เรื่องราวของเด็กเป็นรายบุคคล ครูเข้าใจเด็กมากขึ้น
- ทราบถึงรายละเอียดและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นให้ห้องเรียนของตน
ข้อจำกัดของการเขียนบันทึก
ครูต้องใช้เวลาพอสมควรในการจดบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆที่เกิดขี้นในชั้นเรียนของตน
ใครเอ่ย.......?ใครเอ่ย หวงของเล่น?ใครเอ่ย ช่วยเพื่อนเก็บของเสมอ?
ถ้า ....... หนูจะ .......... ?ถ้าหนูเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้างๆได้หนูจะเลือกใคร?
ตัวอย่างการทำสังคมมิติ
8. แฟ้มสะสมงาน (Portfolios) แฟ้มสะสมงานเป็นเครื่องมือประเมินที่ช่วยติดตามพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่อง โดยเก็บรวบรวมผลงานที่แสดงถึงความสามารถ ความก้าวหน้า และความพยายามของเด็กในด้านต่าง ๆ เช่น งานวาดภาพ งานประดิษฐ์ หรือกิจกรรมการเรียนรู้ แฟ้มสะสมงานช่วยให้เห็นพัฒนาการของเด็กตามช่วงเวลา และสะท้อนตัวตนของเด็กได้ชัดเจน
ลักษณะของแฟ้มสะสมงานเด็ก
แสดงถึงความพยายามและพัฒนาการของเด็ก
มีผลงานที่หลากหลายจากกิจกรรมต่าง ๆ
เน้นผลงานที่เด็กมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
เลือกผลงานที่มีความหมายต่อเด็ก
แสดงความก้าวหน้าของเด็กตามช่วงเวลา
ช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างบุคคล
ใช้ประเมินเด็กอย่างต่อเนื่องมากกว่าการประเมินครั้งเดียว
เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับครูและผู้ปกครอง
สำหรับเด็ก
ช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง เกิดความภาคภูมิใจในความสามารถของตน และส่งเสริมแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
สำหรับครู
ช่วยให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง ใช้ข้อมูลในการวางแผนและปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน
สำหรับผู้ปกครอง
แฟ้มสะสมงานเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการของเด็ก และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กได้ดียิ่งขึ้น
9. สารสนเทศ (Information) สารสนเทศ คือ การจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการ การเรียนรู้ และการเจริญเติบโตของเด็ก โดยเป็นข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การบันทึก และการรวบรวมผลงานของเด็กอย่างเป็นระบบ ข้อมูลสารสนเทศช่วยสะท้อนพฤติกรรม ความคิด อารมณ์ สังคม และสติปัญญาของเด็ก รวมถึงประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู
กระบวนการจัดทำสารสนเทศ
1. เตรียมความพร้อม
2. รวบรวมข้อมูล
3. จัดแสดงสารสนเทศ
ประเภทของสารสนเทศ
การสัมภาษณ์ (Interview)
การสัมภาษณ์(Interview) สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบไม่มีโครงสร้าง
ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบไม่มีโครงสร้าง
3. การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง
ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบกึ่งมีโครงสร้าง
หลักทั่วไปในการสัมภาษณ์
1. กำหนดจุดมุ่งหมาย วางแผนการสัมภาษณ์เรื่องอะไร? สัมภาษณ์ใคร? ต้องการทราบพัฒนาการด้านใด?
2. เตรียมตัว-เครื่องมือ-รูปแบบคำถาม-สถานที่
3. ในขั้นสัมภาษณ์ เป็นผู้ฟังที่ดี
4. ยุติการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม
ข้อจำกัด / ข้อควรระวังของการสัมภาษณ์
1. ใช้คำถามตรงจุดมุ่งหมาย ไม่ยากเกินไป
2. ให้เวลาในการตอบคำถามเพียงพอ
3. การสร้างความไว้วางใจ คุ้นเคยใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยเด็ก
4. การตีความ-วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ ต้องใช้ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการประเมินแบบอื่นๆ
การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)
การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็กเป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือพฤติกรรมสำคัญของเด็กในรูปแบบเรื่องสั้น จากการสังเกตพฤติกรรมจริงของเด็ก เหตุการณ์ที่บันทึกควรเป็นเหตุการณ์ที่มีความหมายและสะท้อนพัฒนาการของเด็ก เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินและติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง
การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก
▪ ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียนเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง
▪ พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น
▪ มีความเข้าใจ เห็นภาพพจน์เด็กที่ตนสอนมากขึ้น
ตัวอย่างการเขียนบันทึกที่เกี่ยวกับตัวเด็ก
https://drive.google.com/file/d/1W_CmIQypZ_EpFOAtQkweuOuoaAGzHKoW/view?usp=drivesdk
1. สังเกตอย่างตั้งใจ ขณะเด็กทำกิจกรรม บันทึกพฤติกรรม คำพูด หรือวิธีคิดที่สะท้อนพัฒนาการ2. รวบรวมหลักฐาน เช่น ภาพถ่าย คลิปสั้น ๆ ชิ้นงานศิลปะ ใบงาน หรือบันทึกการสนทนา3. วิเคราะห์และสะท้อนผล เชื่อมโยงข้อมูลกับตัวชี้วัดพัฒนาการตามหลักสูตร4. จัดแสดงและสื่อสาร นำเสนอในรูปแบบแฟ้มสะสมงาน (Portfolio) บอร์ดนิทรรศการ หรือรายงานให้ผู้ปกครองรับทราบ5. นำผลไปพัฒนาแผนการสอน ปรับกิจกรรมให้สอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการของเด็กแต่ละคน
ทะเบียนคุมชิ้นงาน ทะเบียนคุมชิ้นงาน https://drive.google.com/file/d/1yG2niWuYeM2-kwvqApIOYz08TtuBKMqT/view?usp=drivesdk